เรามักมองบาปเบาเกินไป บางครั้งเราคิดว่าบาปเป็นเพียงนิสัยที่ไม่ดี เป็นข้อบกพร่องทางศีลธรรม หรือเป็นความอ่อนแอของบุคลิกภาพ แต่พระคัมภีร์พูดถึงบาปในความสัมพันธ์กับพระเจ้า บาปไม่ใช่เพียงความผิดพลาดต่อมนุษย์ แต่คือหัวใจที่หันออกจากพระเจ้าผู้ทรงสร้างและทรงรักเรา

เมื่อมองบาปเช่นนี้ เราจะเห็นว่าบาปลึกกว่าการกระทำภายนอก มันทำให้เราซ่อนตัวจากพระเจ้า ทำให้เราแก้ตัวแทนที่จะสารภาพ ทำให้เราโยนความผิดให้ผู้อื่น และทำให้เรามองเห็นความผิดของคนอื่นชัดกว่าความผิดของตัวเอง

ในวัฒนธรรมไทย เราคุ้นเคยกับคำว่าเมตตาและความกรุณา หลายครั้งความเมตตาถูกเข้าใจว่าเป็นความใจดี ความอ่อนโยน หรือความสงสารแบบมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่พระเมตตาของพระเจ้าในพระคัมภีร์ลึกกว่านั้น พระเจ้าไม่ได้เพียงสงสารเรา พระองค์ทรงเผชิญกับบาปของเราอย่างจริงจัง และทรงประทานพระบุตรของพระองค์เพื่อช่วยคนบาปให้กลับคืนดีต่อพระองค์

กางเขนจึงแสดงให้เห็นสองสิ่งพร้อมกัน คือบาปของเราร้ายแรงเพียงใด และพระเมตตาของพระเจ้าลึกเพียงใด พระเจ้าไม่ได้มองข้ามบาปอย่างง่าย ๆ แต่ในพระคริสต์ พระองค์ทรงให้อภัย ยกเราให้ลุกขึ้น และนำเรากลับสู่ทางแห่งการเชื่อฟัง

เราจึงต้องแสวงหาพระเมตตานี้ทุกวัน ไม่ใช่เพียงจดจำว่าเราเคยได้รับการอภัยครั้งหนึ่ง แต่ต้องดำเนินชีวิตในฐานะคนที่ยังต้องการพระเมตตาของพระเจ้าในวันนี้ เรานำความหยิ่ง ความเฉยเมย ความโกรธ ความเห็นแก่ตัว และความไม่รักของเรามาต่อพระองค์ แล้วทูลว่า “พระเจ้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์”

คนที่ได้รับพระเมตตาเช่นนี้ ย่อมเรียนรู้ที่จะเมตตาผู้อื่น คนที่รู้ว่าตนเองได้รับการอภัย จะไม่รีบตัดสินคนอื่นอย่างแข็งกระด้าง แต่จะเรียนรู้ที่จะตักเตือนด้วยความจริง อดทนด้วยความรัก และให้อภัยด้วยหัวใจที่จำได้ว่าตนเองก็เป็นคนที่พระเจ้าทรงเมตตา

วันนี้เราอยู่ระหว่างบาปและพระเมตตา อย่าปฏิเสธบาปของตนเอง แต่ก็อย่าสิ้นหวัง จงมาหาพระคริสต์ พระเมตตาของพระองค์ลึกกว่าบาปของเรา และพระคุณของพระองค์สามารถนำเราให้กลับมาเดินในทางของพระเจ้าได้อีกครั้ง

← กลับไปที่รายการบทความ