เมื่อการเลี้ยงลูกไม่เป็นอย่างที่เราหวัง
ตอนเช้าเราอาจตั้งใจว่า วันนี้จะพูดกับลูกดี ๆ จะไม่ดุ และจะพยายามใจเย็นให้มากขึ้น
แต่เมื่อพูดเรื่องเดิมหลายครั้งแล้วลูกยังไม่ฟัง งานก็ยังไม่เสร็จ ความเหนื่อยสะสม และปัญหาหลายอย่างเข้ามาพร้อมกัน เราอาจเผลอพูดเสียงดัง หรือพูดคำที่ทำให้ลูกเสียใจ
พอทุกอย่างเงียบลง ความรู้สึกผิดก็ตามมา
“ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้อีกแล้ว” “เราเป็นพ่อแม่ที่ดีพอหรือเปล่า” “ลูกของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป”
หลายครั้งที่พ่อแม่เหนื่อยใจ ไม่ใช่เพราะไม่รักลูก แต่เพราะรักมาก และอยากเห็นลูกเติบโตไปในทางที่ดี
เมื่อรักมาก เราก็อาจกังวลมาก เร่งรีบมาก และเผลอวัดคุณค่าของตัวเองจากพฤติกรรมหรือความสำเร็จของลูก
แต่ชีวิตของลูกไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด
ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่มีหน้าที่ พ่อแม่ยังต้องรัก สอน ตักเตือน วางขอบเขต และอธิษฐานเผื่อลูกอย่างจริงจัง
แต่พ่อแม่ไม่สามารถบังคับหัวใจของลูกให้เปลี่ยนแปลงได้ มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนหัวใจ ประทานความเชื่อ และนำชีวิตของลูกได้
หน้าที่ของพ่อแม่จึงไม่ใช่การควบคุมทุกอย่าง แต่คือการดูแลชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ด้วยความซื่อสัตย์
บางวันสิ่งที่เราทำอาจดูเล็กน้อยมาก
ปลุกลูกให้ตื่น เตรียมอาหาร พาไปโรงเรียน ช่วยทำการบ้าน ฟังเรื่องเดิมอีกครั้ง หรือห่มผ้าให้ก่อนนอน
หลายครั้งเราต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ต้องอดทนกับคำถามเดิม และต้องยื่นมือไปหาลูกอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านั้นเราจะผิดหวังหรือเสียใจก็ตาม
พ่อแม่อาจรู้สึกว่า สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่เห็นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
แต่พระเจ้าทรงใช้ความซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อย พระองค์ยังทรงทำงาน แม้ในเวลาที่เราไม่เห็น และแม้ในเวลาที่ลูกยังไม่ตอบสนองอย่างที่เราหวัง
พ่อแม่ก็เป็นคนที่ผิดพลาดได้
บางครั้งเราอาจดุลูกแรงเกินไป ไม่ฟังลูกจนจบ หรือให้ความสำคัญกับคะแนนและความสำเร็จมากกว่าหัวใจของลูก
เมื่อเราทำผิด สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ซ่อนความผิด หรือคิดว่าพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องขอโทษลูก
หากวันนี้เราพูดทำร้ายจิตใจลูก เราสามารถเดินไปหาเขาและพูดว่า
“เมื่อกี้แม่พูดแรงเกินไป แม่ขอโทษนะ” “พ่อไม่ได้ฟังลูกให้ดี พ่อขอโทษ”
การขอโทษลูกไม่ได้ทำให้พ่อแม่หมดความน่าเคารพ ตรงกันข้าม ลูกจะได้เห็นว่า ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับผิด ขอการอภัย และเริ่มต้นใหม่เช่นกัน
นี่เป็นส่วนหนึ่งของการสอนเรื่องพระกิตติคุณผ่านชีวิตจริง
เมื่อเราทำผิด เราไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวจากพระเจ้า หรือจมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดไป เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรับโทษบาปแทนเราบนไม้กางเขนแล้ว
เพราะพระคริสต์ เราจึงสามารถกลับมาหาพระเจ้า สารภาพบาป รับการอภัย และเริ่มต้นใหม่ด้วยพระคุณของพระองค์
วันที่เราพลาด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นวันที่ทุกอย่างจบลง
วันนั้นอาจกลายเป็นวันที่เราเรียนรู้ที่จะถ่อมใจ ขอการอภัย และรักลูกอย่างจริงใจมากขึ้น
ลูกอาจจำคำสอนของเราไม่ได้ทุกคำ แต่เขาจะค่อย ๆ เรียนรู้จากสิ่งที่เห็น
เขาจะเห็นว่าเรายอมรับผิดหรือไม่ เราให้อภัยหรือไม่ เราอธิษฐานหรือไม่ และเมื่อเราล้มลง เรากลับไปหาพระเจ้าหรือไม่
ลูกไม่ได้เรียนรู้พระคุณจากพ่อแม่ที่ไม่เคยผิดพลาดเท่านั้น แต่ยังเรียนรู้พระคุณจากพ่อแม่ที่รู้ว่าตัวเองต้องการพระเจ้า
อย่าเปรียบเทียบครอบครัวของเรากับครอบครัวอื่น
ลูกของคนอื่นอาจดูเชื่อฟังกว่า พ่อแม่คนอื่นอาจดูใจเย็นกว่า หรือครอบครัวอื่นอาจดูมีความสุขและพร้อมกว่าเรา
แต่เราไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดของเขา และพระเจ้าก็ไม่ได้ทรงนำทุกครอบครัวด้วยวิธีเดียวกันหรือในเวลาเดียวกัน
สิ่งสำคัญคือ เราดูแลลูกที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เรา และซื่อสัตย์ในหน้าที่ของวันนี้
วันนี้ลูกอาจยังไม่เปลี่ยน วันนี้เราอาจยังเหนื่อย และวันนี้เราอาจพลาดอีกครั้ง
แต่การทำงานของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า วันนี้เราทำได้ดีเพียงใด
คำอธิษฐานที่เราถวายเพื่อลูกไม่สูญเปล่า มือที่เรายื่นไปหาลูกอีกครั้งไม่สูญเปล่า ความรักที่อดทนและการสอนที่ซื่อสัตย์ไม่สูญเปล่า
พระเจ้าไม่ได้ทรงดูแลเพียงหัวใจของลูก แต่พระองค์กำลังทรงเปลี่ยนหัวใจของพ่อแม่ไปพร้อมกัน
ผ่านการเลี้ยงลูก พระองค์ทรงสอนเราให้รู้จักความอดทน ความถ่อมใจ การกลับใจ และการวางใจในพระองค์มากขึ้น
ดังนั้น อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองจากวันที่ยากลำบากเพียงวันเดียว
พระเจ้าทรงรักลูกของคุณมากกว่าที่คุณสามารถรักได้ และพระหัตถ์ของพระองค์ไม่เคยอ่อนแรง
พระคุณที่คุณต้องการสำหรับวันนี้ พระองค์จะประทานให้ในวันนี้
และเมื่อถึงวันพรุ่งนี้ พระองค์จะทรงประทานพระคุณที่เพียงพอให้อีกครั้ง
