คำว่า “อีแวนเจลิคัล” มาจากคำภาษากรีกว่า euangelion ซึ่งหมายถึง “ข่าวประเสริฐ” คำนี้เคยใช้เรียกคริสเตียนโปรเตสแตนต์ที่ต้องการนำคริสตจักรกลับมาสู่ข่าวประเสริฐตามพระคัมภีร์

แต่ในเวลาต่อมา อัตลักษณ์ของอีแวนเจลิคัลไม่ได้ถูกกำหนดโดยเนื้อหาของข่าวประเสริฐอย่างชัดเจนอีกต่อไป ขบวนการนี้กลับเป็นที่รู้จักจากวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม จุดยืนทางการเมือง การรณรงค์ด้านศีลธรรมและสังคม ตลอดจนความสนใจเรื่องวาระสุดท้าย

โดยเฉพาะหลังการตื่นตัวครั้งใหญ่ครั้งที่สอง จุดเน้นได้เปลี่ยนจากพระคริสต์ผู้ทรงเป็นเป้าหมายของความเชื่อ ไปสู่การตัดสินใจ การกระทำ และประสบการณ์ของผู้เชื่อ มีการใช้ความตื่นเต้นและวิธีการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้มนุษย์ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐ

ข่าวประเสริฐจึงถูกปรับให้เหมาะกับความคิดที่ว่า มนุษย์ยังสามารถช่วยตนเองได้ หากได้รับคำแนะนำ แรงกระตุ้น และความช่วยเหลือที่เพียงพอ

คริสตจักรจำเป็นต้องกลับมาสู่หลักสำคัญห้าประการของการปฏิรูปศาสนา ได้แก่ พระคัมภีร์เท่านั้น พระคริสต์เท่านั้น พระคุณเท่านั้น ความเชื่อเท่านั้น และเพื่อพระสิริของพระเจ้าเท่านั้น

1. พระคัมภีร์เท่านั้น

Sola Scriptura

หลัก “พระคัมภีร์เท่านั้น” ไม่ได้หมายความว่า คริสเตียนแต่ละคนสามารถตีความพระคัมภีร์ตามใจตนเองโดยไม่ต้องมีคริสตจักร ครูผู้สอน หลักข้อเชื่อ หรือคำสารภาพความเชื่อ

นักปฏิรูปยอมรับอำนาจการสอนของคริสตจักร แต่ยืนยันว่า ไม่มีคริสตจักร ผู้นำ หรือประเพณีใดอยู่เหนือพระวจนะของพระเจ้า พระคัมภีร์เพียงอย่างเดียวเป็นอำนาจสูงสุดและเป็นมาตรฐานสุดท้ายในการตัดสินคำสอนและการดำเนินชีวิต

นักปฏิรูปจึงปฏิเสธทั้งความคิดที่ว่า คริสตจักรมีอำนาจตีความอย่างไม่ผิดพลาด และความคิดที่ว่า บุคคลสามารถอ้างว่าได้รับการเปิดเผยโดยตรงจากพระวิญญาณโดยไม่ต้องให้พระคัมภีร์ตรวจสอบ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ประทานพระวจนะจะไม่ทรงนำมนุษย์ให้ละทิ้งพระวจนะ

พระคัมภีร์ยังเพียงพอสำหรับการอธิบายปัญหาพื้นฐานของมนุษย์และคำตอบแห่งความรอด คริสตจักรอาจเรียนรู้จากจิตวิทยา สังคมวิทยา การเมือง และศาสตร์อื่น ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เข้ามาแทนที่พระคัมภีร์

เมื่อความบาปถูกอธิบายเพียงว่าเป็นการเสพติด การตกในบาปถูกแทนที่ด้วยการมองตนเองว่าเป็นเหยื่อ และความรอดถูกอธิบายว่าเป็นสุขภาพจิต ความสงบภายใน หรือการเห็นคุณค่าในตนเอง ความบริสุทธิ์ พระยุติธรรม พระเมตตา และพระสิริของพระเจ้าก็จะถูกผลักออกจากศูนย์กลาง

2. พระคริสต์เท่านั้น

Solus Christus

ในยุคกลาง นักบวชถูกมองว่าเป็นผู้ถ่ายทอดพระคุณและการอภัยของพระเจ้าผ่านพิธีศักดิ์สิทธิ์ ขณะเดียวกัน อิทธิพลของปรัชญาและศาสนาต่าง ๆ ทำให้บางคนเชื่อว่า มนุษย์อาจรู้จักพระเจ้าและได้รับความรอดโดยไม่ต้องรู้จักพระคริสต์

การปฏิรูปศาสนายืนยันว่า มนุษย์ไม่ได้ค้นพบพระเจ้าด้วยปัญญาหรือศาสนาของตนเอง แต่พระเจ้าทรงเป็นผู้เสด็จมาหาและเปิดเผยพระองค์แก่มนุษย์

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นหนทางเดียวที่เราจะรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง เป็นผู้กลางเพียงผู้เดียวที่ทำให้คนบาปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าในฐานะพระบิดา และเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเพียงผู้เดียวจากพระพิโรธของพระเจ้า

เมื่อมนุษย์คิดว่าตนเป็นคนดีพอ เขาจะไม่เห็นความจำเป็นของพระคริสต์ เมื่อเขาไม่เห็นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าและความร้ายแรงของความบาป เขาก็จะเชื่อว่า ความจริงใจ การทำความดี หรือศาสนาใด ๆ อาจนำไปสู่ความรอดได้

แต่ความรอดไม่ได้อยู่ในความดีหรือความจริงใจของมนุษย์ ความรอดอยู่ในพระคริสต์เท่านั้น

การกล่าวว่า “พระคริสต์เท่านั้น” ไม่ใช่การปฏิเสธพระบิดาหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่เป็นการยืนยันว่า พระคริสต์ทรงเป็นการเปิดเผยพระเจ้าที่สมบูรณ์และเป็นพระผู้ไถ่เพียงผู้เดียว พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเราไปหาพระคริสต์ ผู้ซึ่งทำให้เรามีสันติสุขกับพระเจ้า

3. พระคุณเท่านั้น

Sola Gratia

พระคัมภีร์ประกาศว่า คนบาปได้รับความรอดโดยการยอมรับของพระเจ้าซึ่งเขาไม่สมควรได้รับ แต่โดยธรรมชาติมนุษย์เชื่อว่า ตนต้องมีความดีบางอย่างที่ทำให้พระเจ้ายอมรับ

มนุษย์อาจยอมรับว่า เขาต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า แต่ยังคิดว่า พระเจ้าเพียงชี้ทาง ประทานกำลัง หรือช่วยให้เขาสามารถช่วยตนเองได้

ธรรมบัญญัติอยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ เมื่อจิตสำนึกกล่าวโทษ มนุษย์จึงตอบว่า เขาจะพยายามทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป แต่ข่าวประเสริฐไม่ได้เกิดขึ้นเองในหัวใจ ความคิด เจตจำนง หรืออารมณ์ของมนุษย์ ข่าวประเสริฐเป็นข่าวที่มาจากภายนอกและประกาศสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อคนบาป

สิ่งที่ช่วยเราให้รอดไม่ใช่ความตั้งใจ การตัดสินใจ การกระทำ หรือการเปิดใจของเรา แต่คือพระกรุณา ความดี พระเมตตา และความสงสารของพระเจ้า

ความคิดที่ว่า “พระเจ้าทรงช่วยผู้ที่ช่วยตัวเอง” ไม่ใช่ข่าวประเสริฐ พระเจ้าไม่ได้ช่วยเฉพาะผู้ที่ยังสามารถช่วยตนเองได้ แต่ทรงช่วยคนบาปที่ไม่สามารถทำให้ตนเองกลับคืนดีกับพระองค์ได้

ลัทธิเพลาเจียนทำให้อาดัมเป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่ดี และทำให้พระคริสต์เป็นเพียงตัวอย่างที่ดี แต่พระคัมภีร์สอนว่า อาดัมเป็นตัวแทนซึ่งทำให้มนุษย์มีความผิด และพระคริสต์ทรงเป็นตัวแทนซึ่งทำให้ประชากรของพระองค์เป็นผู้ชอบธรรม

คริสเตียนต้องดำเนินตามแบบอย่างของพระคริสต์ แต่ก่อนจะประกาศสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำภายในเรา เราต้องประกาศสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำเพื่อเรา

ข่าวประเสริฐไม่ได้เริ่มต้นจากสิ่งที่เราทำเพื่อพระคริสต์ แต่เริ่มต้นจากสิ่งที่พระคริสต์ทรงกระทำเพื่อคนบาป

4. ความเชื่อเท่านั้น

Sola Fide

การกล่าวว่า เราได้รับความรอดโดยพระคุณเท่านั้นยังไม่เพียงพอ หากพระคุณถูกเข้าใจว่าเป็นพลังที่พระเจ้าทรงใส่เข้าไปในมนุษย์ เพื่อช่วยให้เขาค่อย ๆ กลายเป็นคนดีจนสมควรได้รับการยอมรับ

พระคัมภีร์สอนว่า การทำให้เป็นผู้ชอบธรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการทำให้คนบาปค่อย ๆ กลายเป็นคนชอบธรรม แต่หมายถึงการที่พระเจ้าทรงประกาศว่าคนบาปเป็นผู้ชอบธรรม

พระเจ้าทรงประกาศว่าบุคคลหนึ่งเป็นผู้ชอบธรรม ไม่ใช่เพราะเห็นความก้าวหน้าทางศีลธรรมหรือฝ่ายวิญญาณภายในตัวเขา แต่เพราะความชอบธรรมอันสมบูรณ์ของพระคริสต์ถูกนับให้แก่ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์โดยความเชื่อ

เมื่อคนบาปวางใจในพระคริสต์ เขาได้รับการห่มคลุมด้วยความบริสุทธิ์ของพระคริสต์ แม้เขายังคงมีความบาปอยู่ พระเจ้าก็ทรงประกาศว่าเขาปราศจากความผิด เพราะทรงพิจารณาเขาตามความชอบธรรมของพระคริสต์ ไม่ใช่ตามความชอบธรรมของเขาเอง

ความเชื่อไม่ใช่ผลงานหรือความดีที่ทำให้มนุษย์สมควรได้รับความรอด ความเชื่อเป็นเพียงเครื่องมือหรือมือว่างที่รับพระคริสต์และความชอบธรรมของพระองค์

พื้นฐานของการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมจึงไม่ใช่ความเข้มแข็งของความเชื่อ แต่เป็นการเชื่อฟังและพระราชกิจอันสมบูรณ์ของพระคริสต์

ผู้เชื่อเป็นทั้งผู้ชอบธรรมและคนบาปในเวลาเดียวกัน เขาเป็นผู้ชอบธรรมเพราะความชอบธรรมของพระคริสต์ถูกนับให้แก่เขา แต่เขายังคงเป็นคนบาปซึ่งต้องได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ต่อไป

การทำให้เป็นผู้ชอบธรรมกับการชำระให้บริสุทธิ์จึงต้องไม่ถูกแยกออกจากกัน แต่ก็ต้องไม่ถูกนำมาปะปนกัน

5. เพื่อพระสิริของพระเจ้าเท่านั้น

Soli Deo Gloria

เมื่อพระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์อย่างชัดเจนและทรงช่วยคนบาปอย่างสมบูรณ์ ผู้เชื่อจึงเป็นอิสระที่จะนมัสการ รับใช้ ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และชื่นชมยินดีในพระองค์

คริสตจักรจึงต้องถามว่า ต้องการทำให้พระเจ้าพอพระทัยหรือทำให้มนุษย์พอใจ ความยินดีของเราอยู่ในพระเจ้าหรืออยู่ในสิ่งอื่น การนมัสการของเราเป็นการนมัสการหรือเป็นความบันเทิง เป้าหมายของชีวิตคือพระสิริของพระเจ้าหรือการเติมเต็มตนเอง และเรายอมรับว่าพระคุณเป็นพื้นฐานทั้งหมดของความรอดหรือยังต้องการเก็บเกียรติบางส่วนไว้ให้ตนเอง

การปฏิรูปศาสนาส่งผลต่อการทำงาน การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ ดนตรี และศิลปะอย่างกว้างขวาง แต่บรรดานักปฏิรูปไม่ได้เริ่มต้นด้วยการรณรงค์ทางการเมืองหรือโครงการเปลี่ยนแปลงศีลธรรมของสังคม

พวกเขาเริ่มต้นด้วยการนำข่าวประเสริฐกลับมาไว้ที่ศูนย์กลางและประกาศพระวจนะของพระเจ้าอย่างชัดเจน เมื่อข่าวประเสริฐมาก่อน ผลของข่าวประเสริฐจึงตามมา

การเปลี่ยนแปลงทางศีลธรรม สังคม และวัฒนธรรมไม่ใช่ตัวข่าวประเสริฐ แต่เป็นผลที่เกิดจากข่าวประเสริฐ

หากคริสตจักรเองไม่ให้ความสำคัญแก่พระเจ้าและพระสิริของพระองค์ ก็ไม่อาจคาดหวังให้โลกให้ความสำคัญแก่พระองค์ได้

บทสรุป

หลักทั้งห้าประการเชื่อมโยงกันเป็นข่าวประเสริฐเดียวกัน

พระคัมภีร์เท่านั้น เป็นอำนาจสูงสุดและเป็นแหล่งที่เรารู้จักข่าวประเสริฐ

พระคริสต์เท่านั้น ทรงเป็นผู้กลางและพระผู้ช่วยให้รอดเพียงผู้เดียว

พระคุณเท่านั้น เป็นเหตุแห่งความรอด โดยไม่มีความดีใดในมนุษย์เป็นพื้นฐาน

ความเชื่อเท่านั้น เป็นเครื่องมือที่คนบาปใช้รับพระคริสต์และความชอบธรรมของพระองค์

เพื่อพระสิริของพระเจ้าเท่านั้น เป็นจุดหมายสูงสุด เพราะความรอดทั้งหมดเป็นพระราชกิจของพระเจ้า

มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้ค้นพบพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์แก่มนุษย์

มนุษย์ไม่ได้ช่วยตนเองให้รอด แต่พระเจ้าทรงช่วยคนบาปที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้

ความดีของมนุษย์ไม่ใช่พื้นฐานของความรอด แต่เป็นความชอบธรรมของพระคริสต์

ผลงานของมนุษย์ไม่ใช่เครื่องมือรับความรอด แต่เป็นความเชื่อที่รับพระคริสต์

และมนุษย์ไม่ใช่ผู้สมควรได้รับเกียรติ แต่เป็นพระเจ้าเพียงผู้เดียว

Soli Deo Gloria — ขอพระสิริจงมีแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ที่มา

บทความนี้เป็นบทสรุปภาษาไทยจากบทความ

“Reformation Essentials: Five Pillars of the Reformation”

เขียนโดย Michael Horton

บทความต้นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร Modern Reformation ฉบับเดือนมีนาคม–เมษายน ค.ศ. 1994 และเผยแพร่อีกครั้งบนเว็บไซต์ Monergism

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ:

https://www.monergism.com/reformation-essentials-five-pillars-reformation

บทความภาษาไทยนี้เป็นการสรุปเนื้อหาสำคัญจากต้นฉบับ ไม่ใช่คำแปลฉบับเต็ม

← กลับไปที่รายการบทความ