ความรอดไม่ใช่เพียงการที่พระเจ้าทรงยกโทษให้เราเท่านั้น แต่พระองค์ทรงนับผู้เชื่อว่าเป็นผู้ชอบธรรมในพระคริสต์ และทรงประทานชีวิตใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ การทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมและการบังเกิดใหม่จึงต่างกัน แต่เป็นพระคุณเดียวกันที่แยกจากกันไม่ได้

บทความนี้ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นว่า คนบาปได้รับการยอมรับต่อพระพักตร์พระเจ้าได้อย่างไร และคนที่ได้รับการยอมรับนั้นเริ่มมีใจใหม่ ชีวิตใหม่ และความรักใหม่ต่อพระเจ้าได้อย่างไร

ความรักของพระเจ้าไม่ขัดกับความยุติธรรม

บางคนอาจถามว่า ถ้าพระเจ้าทรงรัก ทำไมพระองค์ไม่ทรงยกโทษให้ทุกคนเสียเลย คำตอบคือพระเจ้าทรงรักและทรงยุติธรรมพร้อมกัน บาปเป็นความผิดจริง และโทษของบาปก็เป็นจริง พระเจ้าจึงไม่ทรงช่วยคนบาปด้วยการละเลยความยุติธรรม แต่ทรงช่วยผ่านพระคริสต์ผู้รับโทษแทนเรา

การทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม

การทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมหมายถึง พระเจ้าทรงยกโทษบาปของผู้ที่เชื่อในพระคริสต์ และทรงนับความชอบธรรมของพระคริสต์เป็นของผู้นั้น ความผิดของเราอยู่กับพระคริสต์ และความชอบธรรมของพระคริสต์อยู่กับเรา ดังนั้นความมั่นใจของผู้เชื่อไม่ได้อยู่ที่ความดีของตน แต่อยู่ที่พระราชกิจที่สำเร็จแล้วของพระคริสต์

ความเชื่อคือมือเปล่าที่รับพระคริสต์

ความเชื่อไม่ใช่บุญอีกชนิดหนึ่งที่เรานำไปถวายพระเจ้า แต่เป็นมือเปล่าที่รับพระคริสต์ ผู้เชื่อไม่ได้รอดเพราะความเชื่อของตนมีคุณค่าในตัวเอง แต่เพราะความเชื่อนั้นยึดพระคริสต์ผู้ทรงมีคุณค่าสูงสุดไว้ ความเชื่อแท้ย่อมนำไปสู่การกลับใจและการเชื่อฟัง แต่ผลเหล่านั้นเป็นหลักฐาน ไม่ใช่รากฐานของความรอด

การบังเกิดใหม่คือชีวิตจากเบื้องบน

การบังเกิดใหม่คือพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ประทานชีวิตใหม่แก่คนที่ตายฝ่ายวิญญาณ มนุษย์ไม่สามารถสร้างหัวใจที่รักพระเจ้าได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อพระวิญญาณทรงเปลี่ยนใจ คนบาปเริ่มเห็นความงามของพระคริสต์ เกลียดบาป และอยากดำเนินตามพระวจนะ

พระสิริทั้งหมดเป็นของพระเจ้า

การทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมเปลี่ยนสถานะของเรา ส่วนการบังเกิดใหม่เปลี่ยนชีวิตของเรา พระเจ้าทรงประกาศให้ผู้เชื่อเป็นผู้ชอบธรรม และทรงทำให้เขามีชีวิตใหม่ด้วย ดังนั้นผู้เชื่อไม่มีสิ่งใดจะโอ้อวดได้ ความรอดตั้งแต่ต้นจนจบเป็นพระคุณ และพระสิริทั้งหมดเป็นของพระเจ้า

← กลับไปที่รายการบทความ